ครัวอัปษร
 สาขา ถนนสามเสน (ท่าวาสุกรี)
 สาขา ถนนดินสอ (เสาชิงช้า)
 สาขา ถนนสนามบินน้ำ (นนทบุรี)
 สาขา กาญจนาภิเษก (ถนนกาญจนาภิเษก)
 สาขา ราชพฤกษ์ (ถนนราชพฤกษ์)
 สาขา นครอินทร์ (แอบแซ่บ)
 รายการอาหาร (Food Menu)
    นานาสาระ
กินอย่างไรให้ผอม
สารให้ความหวานในอาหาร
กินอย่างไรให้สุขภาพดี
วันนี้คุณกินข้าวเช้าหรือยัง
เผย 28 เคล็ดลับ
ลดน้ำหนักด้วยอาหารไทย
ดูแลสุขภาพด้วยแป้งและผัก
กินผลไม้ถูกเวลา...เพิ่มคุณค่า
ลดน้ำหนักให้เหมาะกับตัวเอง
ยอดอาหารคงความอ่อนเยาว์
10 สารต้านอนุมูลอิสระ 10 สารต้านอนุมูลอิสระ
ไดเอท แต่ไม่อด
อาหารทำลายกระดูก
ปรับสมดุลชีวิตง่ายๆด้วยตัวเอง
7 สูตรเพิ่มความฉลาด
งา เมล็ดจิ๋ว แจ๋วด้วยคุณค่า
หม่ำปลาทะเล เสริมความจำ
อาหารเผาผลาญไขมัน
บริหารลมหายใจ
มะเขือเทศ มหัศจรรย์
อาหาร 6 ชนิด พิชิตไขมัน
อาหารกับโรคมะเร็ง อาหารกับโรคมะเร็ง
    เว็บไซด์ที่เกี่ยวข้อง
หมึกแดง
EDT Guide
โหยหิว หิ้วท้อง ชวนกิน
Eating Out Loud
จัดจ้าน เข้มข้น ถึงรสเมนูไทย
Austin Bush Photography
1 ใน 50 ร้านที่อร่อยที่สุดในโลก
ร้านอาหารไทย อร่อยแรง
Open Rice
ครัวคุณต๋อย ช่อง 3
CNN Travel
The New York Times
The Observer
    WEB LINK
We Love the King We Love Thailand
FACEBOOK @ครัวอัปษร Kruaapsorn
รีวิว จาก Wongnai ถึง ครัวอัปษร
รีวิว จาก Tripadvisor ถึง ครัวอัปษร
INSTAGRAM #KRUAAPSORN
    สถิติผู้เยี่ยมชม
    สถิติเข้าชมขณะนี้
7 Users online
7 สูตรเพิ่มความฉลาด

ใครที่รู้สึกว่าสมองอ่อนล้า  เฉื่อยชา  และความจำถดถอย  เรามีวิธีเพิ่มประสิทธิภาพในการจดจำให้กับสมอง  เพราะจากผลการวิจัยบอกว่ายิ่งทำได้มากเท่าไหร่ ก็จะยิ่งเป็นประโยชน์ต่อสมองของเรา

1.  บริหารสมองอยู่เสมอ

  ยิ่งเราใช้สมองมากและบ่อยเท่าไหร่  เซลล์สมองจะยิ่งเจริญเติบโตมากขึ้นเท่านั้น  ซึ่งนั่นก็จะส่งผลให้ความสามารถในการจำดีขึ้นตามไปด้วย  วิธีบริหารสมอง  เช่น  การเล่นหมากฮอส  ต่อจิ๊กซอว์  หรือเล่นครอสเวิร์ดในเวลาว่าง

2.  กินยาเสริมความจำ

  มีผลการวิจัยยืนยันว่าหลังจากการกินโสมในปริมาณ  400 มิลลิกรัมไปแล้ว  1 ชั่วโมง  จะทำให้ความสามารถในการจำดีขึ้นและส่งผลต่อไปอีกถึง  6 ชั่วโมง  แปะก๊วยก็มีการยืนยันว่าส่งผลดีต่อระบบความจำเหมือนกัน  เพราะจะไปช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของโลหิตในสมอง  นอกจากนี้ยังมีการศึกษาในอเมริกาพบว่า  Vinpocetine  ที่สกัดได้ขากต้น  Periwinkle (ไม้เลื้อยชนิดหนึ่งที่มีดอกสีฟ้า  ใบเข้มเป็นมัน)  นั้นจะช่วยเพิ่มความจำและความจดจ่อในสิ่งที่กำลังทำอยู่ให้มากขึ้นได้

3.  กินผักและผลไม้สด

  เนื่องจากสารต้านอนุมูลอิสระที่มีอยู่สูงในผักและผลไม้สดจะไปทำลาย อนุมูลอิสระซึ่งเกิดจากการสะสมเป็นเวลานอนของเนื้อเยื่อไขมันอันจะทำให้สมอง อ่อนแอลง  และช่วยชะลออาการความจำถดถอยในผู้สูงอายุ  อาทิ  ผมไม้ที่มีสีแดง  ม่วง  และน้ำเงิน  โดยเฉพาะตระกูลเบอร์รี่ต่างๆ  จะมีสารต้านอนุมูลอิสระชนิดที่มีความเข้มข้นสูงที่เรียกว่า  Anthocyanidin

4.  ลดปริมาณแอลกอฮอล์

  เพราะจะส่งผลต่อการปลดปล่อยสาระสำคัญในสมองโดยจะไปขัดขวางความสามารถใน การสร้างความจำใหม่ ๆ  โดยเฉพาะข้อมูลที่เป็นชื่อ  ตัวเลข  และเหตุการณ์ณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้น  ยิ่งไปกว่านี้  ความสามารถในการระลึกเหตุการณ์ณ์หรือเรื่องราวเก่า ๆ  ในอดีตก็จะถูกบั่นทอนไปด้วย


5.  ออกกำลังกาย

  ขณะที่ร่างกายของเราเคลื่อนไหวนั้นสมองจะได้รับเลือดมากเป็นพิเศษซึ่ง นั่นหมายถึงว่าสมองจะได้รับกลูโคสและออกซิเจนมากขึ้นทำให้สมองแข็งแรงขึ้น  นอกจากนี้การออกกำลังกายยังไปเพิ่มประสิทธิภาพในการกระตุ้นความจำของสารเคมี ในสมองที่เรียกว่า Brain-Derived  Neurotrophic  Factor)  ให้ทำงานได้ดีขึ้นด้วย  แต่การออกกำลังกายที่หักโหมเกินไปกลับไม่เกิดประโยชน์ต่อระบบความจำ

6.  จดบันทึกช่วยจำ

  เพราะโดยธรรมชาติของสมองเรานั้นเมื่อจดจ่ออยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งตรง หน้า  ความสามารถในการจดจำสิ่งอื่นก็จะลดลง  ฉะนั้นการย้ายข้อมูลจากสมองมาเก็บไว้ในสมุดบันทึกอย่างคอมพิวเตอร์  ปาล์ม  หรือโทรศัพท์มือถือ  ก็เหมือสเป็นการช่วยลดความหนาแน่นของข้อมูลหรือเพิ่มพื้นที่ว่างในสมองเพื่อ ให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพนั่นเอง

7.  ทำสมาธิ

  สมองของคนเรานั้นทำงานที่ความถี่หรือคลื่นสมองที่แตกต่างกัน  ขึ้นอยู่กับสิ่งที่เรากำลังทำหรือคิดอยู่  ภายใต้ความเครียดที่เกิดขึ้น  คลื่นเบต้าของสมองจะทำงานเร็วขึ้นซึ่งจะส่งผลให้สมองลืมสิ่งต่างๆ ได้ง่ายขึ้น  ฉะนั้นเราควรคิดให้ช้าลง  โดยการทำสมาธิ  หลับตาลงช้าๆ  หายใจเข้าเบาๆ  ช้าๆ  โดยตั้งสติอยู่ที่ปลายจมูก  จากนั้นหายใจออกช้าๆ  โดยตั้งสติอยู่ที่ช่องจมูกทางขวา  จากนั้นหายใจเข้าอีกครั้ง  แต่ครั้งนี้เวลาผ่อนลมหายใจออกให้ตั้งสติที่ช่องจมูกทางซ้าย  ทำเช่นนี้สลับกันประมาณ  10 นาที  ทุกวันรับรองว่าสมองตื้อๆ  ตันๆ  จะกลับมาโล่งโปร่งใสเหมือนเดิม

.......................................................................................................................................

ขอขอบคุณที่มาบทความ : นิตยสาร  ELLE